สวัสดีชาว Pantip ทุกคนนะคะ
ปกติไม่ค่อยเขียนรีวิวอะไร แต่ครั้งนี้อยากมาแชร์จริงๆ เพราะรู้สึกว่ามันเปลี่ยนบางอย่างในชีวิตไปพอสมควร ไม่ได้มาโฆษณา แค่อยากให้คนที่กำลังลังเลอยู่ได้อ่านประสบการณ์จริงบ้าง ว่าการไปพบแพทย์นักจิตไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เรามองว่าดีด้วยซ้ำที่ดูแลสุขภาพใจตัวเรา
ช่วงปลายปีชีวิตมันแอบพัง ไม่ได้พังแบบดราม่า แต่พังแบบเงียบๆ ทำงานก็ทำ เจอคนก็ยิ้ม แต่กลับบ้านแล้วรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยโดยไม่รู้สาเหตุ นอนไม่หลับทั้งที่ง่วง หงุดสั้น กังวลเรื่องเล็กๆ จนขยายเป็นเรื่องใหญ่ในหัวได้ทุกคืน เคยเป็นไหมตอนกลางวันง่วง พอจะหลับสมองแล่นเฉย งง มาก!!!
ตอนแรกก็คิดเดียวคงจะดีขึ้น....แต่มันกลับแย่ลงเลื่อยๆกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อนบอกว่าลองคุยกับนักจิตบำบัดดูก่อนก็ได้เคยไปมาลองวิธีธรรมชาติโดยไม่ใช้ยาก่อน ไม่ต้องรอจนป่วยหนัก เลยลองค้นดูแล้วเจอ Happy Me Clinic (เราตัดสินใจจากรีวิว ที่นี้รีวิวค่อนข้างแน่น)
ครั้งแรกที่ไป — ตื่นเต้นและกลัว เราเลือกสาขาปุณณวิถี พอดีเราเดินทางโดย BTS สาขานี้สะดวกที่สุด ส่วนบรรยากาศที่คลินิกไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่จินตนาการไว้ มีฟิวเหมือนคาเฟ่มินิมอล บรรยากาศผ่อนคลายสบายๆ
พี่นักจิตวิทยาถามเยอะมากในครั้งแรกรวมถึงประเมินสุขภาพจิตใจให้ด้วย จิตบำบัดเราทำให้เราเข้าใจตัวเรามากยิ่งขึ้นและเห็นมุมมองใหม่ๆ และสิ่งที่เราทำเป็น Loop ไม่จบไม่สิ้น
สิ่งที่ทำให้รู้สึกไว้วางใจขึ้นมากคือ ตอนท้าย session แรก นักจิตวิทยาไม่ได้บอกให้มาเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมาย แต่เขานั่งอธิบายว่าจากที่คุยกันมา เขามองเห็นปัญหาหลักๆ อยู่ที่ไหน และแนะนำแผนการรักษาเบื้องต้น 3 ครั้ง ก่อนพร้อมบอกว่าแต่ละครั้งจะโฟกัสจุดไหนบ้าง
ตอนนั้นในหัวก็มีลังเล เพราะราคาต่อ session ไม่ได้ถูก(ใบเทาและใบม่วง) แต่พอนึกดูอีกที เราใช้เงินซื้อของกิน ซื้อเสื้อผ้า ซื้อทุกอย่างเพื่อตัวเองได้ แต่ไม่เคยลงทุนกับ “สุขภาพใจ” เลยสักครั้ง เลยตัดสินใจซื้อแพ็กเกจ 3 ครั้งตามที่เขาแนะนำ ดูสิ๊มันจะดีขึ้นไหม
วันนี้จบ session แล้ว
สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่ามันเวิร์กคือ เริ่ม “เข้าใจตัวเอง” มากขึ้น ได้รู้ว่าที่เราวิตกกังวลตลอดเวลามันมีรากมาจากไหน ได้เห็น pattern ความคิดที่เราทำซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว เช่น ชอบโทษตัวเองทุกครั้งที่มีอะไรผิดพลาด หรือตั้งความคาดหวังกับตัวเองสูงจนไม่มีทางทำได้ถึง
นักจิตวิทยาไม่ได้บอกว่า “คุณต้องทำแบบนี้นะ” แต่ใช้วิธีชวนให้เราค้นพบเอง ซึ่งมันต่างจากการอ่านหนังสือ self-help มากค่ะ อ่านหนังสือเราก็รู้อยู่แล้วว่า “ควรคิดบวก” แต่ทำไม่ได้จริงๆ แต่ session พวกนี้ทำให้เราเห็นว่าทำไมถึงทำไม่ได้
เรารู้สึกว่าเออบางทีการมีมุมมองมีการสะท้อนความคิดก็ทำให้เราเห็นอีกด้านนึงของเราและมีแนวทางพัฒนาจัดการได้ดีขึ้น ถ้าไม่เห็นปัญหาเราก็แก้ไม่ได้ถูกไหม?
หลายสิ่งที่เคยวนเวียนในหัวเราก็จัดการได้ดีขึ้น ไม่ฟุ้งซ่านไม่คิดไปเอง มีแนวทางมี boundaries ไม่ให้ใครมาทำร้ายเราอีก
สรุปตรงๆ
การที่เรามาลองพบ นักจิตบำบัด ที่ Happy Me Clinic เราว่าเป็นการเปิดโลกของเรามาก จากวันที่มืดมิดบางที เราก็เริ่มเห็นแสงสว่างและมีแนวทางจัดการได้ดีขึ้น
สิ่งที่อยากบอกให้ทุกคนคือ ไม่ต้องรอให้ป่วยหนักก่อนถึงจะมาหาจิตบำบัด เหมือนที่เราไปหาหมอฟันทั้งที่ฟันยังไม่ผุ เพราะการดูแลใจมันสำคัญไม่แพ้กันนะ
ผู้โพสต์เป็นบุคคลทั่วไป ไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว
ปล. ที่นี้เสียตังนะไม่ฟรี ราคาตอนเราไปมีโปรโมชั่น หนึ่งใบเทา ชอบตรงคิวเร็วสะดวกดีไม่ต้องรอ แต่ถ้าใครสะดวกรอตามโรงพยาบาลรัฐก็มีนะ สำหรับนักจิตวิทยา นักจิตบำบัดไม่ใช่แค่ที่ Happy Me Clinic
[CR] ลองทำจิตบำบัดครั้งแรกในชีวิตที่ Happy Me Clinic — เป็นอย่างไรเราเล่าให้ฟัง
ปกติไม่ค่อยเขียนรีวิวอะไร แต่ครั้งนี้อยากมาแชร์จริงๆ เพราะรู้สึกว่ามันเปลี่ยนบางอย่างในชีวิตไปพอสมควร ไม่ได้มาโฆษณา แค่อยากให้คนที่กำลังลังเลอยู่ได้อ่านประสบการณ์จริงบ้าง ว่าการไปพบแพทย์นักจิตไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เรามองว่าดีด้วยซ้ำที่ดูแลสุขภาพใจตัวเรา
ช่วงปลายปีชีวิตมันแอบพัง ไม่ได้พังแบบดราม่า แต่พังแบบเงียบๆ ทำงานก็ทำ เจอคนก็ยิ้ม แต่กลับบ้านแล้วรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยโดยไม่รู้สาเหตุ นอนไม่หลับทั้งที่ง่วง หงุดสั้น กังวลเรื่องเล็กๆ จนขยายเป็นเรื่องใหญ่ในหัวได้ทุกคืน เคยเป็นไหมตอนกลางวันง่วง พอจะหลับสมองแล่นเฉย งง มาก!!!
ตอนแรกก็คิดเดียวคงจะดีขึ้น....แต่มันกลับแย่ลงเลื่อยๆกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อนบอกว่าลองคุยกับนักจิตบำบัดดูก่อนก็ได้เคยไปมาลองวิธีธรรมชาติโดยไม่ใช้ยาก่อน ไม่ต้องรอจนป่วยหนัก เลยลองค้นดูแล้วเจอ Happy Me Clinic (เราตัดสินใจจากรีวิว ที่นี้รีวิวค่อนข้างแน่น)
ครั้งแรกที่ไป — ตื่นเต้นและกลัว เราเลือกสาขาปุณณวิถี พอดีเราเดินทางโดย BTS สาขานี้สะดวกที่สุด ส่วนบรรยากาศที่คลินิกไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่จินตนาการไว้ มีฟิวเหมือนคาเฟ่มินิมอล บรรยากาศผ่อนคลายสบายๆ
พี่นักจิตวิทยาถามเยอะมากในครั้งแรกรวมถึงประเมินสุขภาพจิตใจให้ด้วย จิตบำบัดเราทำให้เราเข้าใจตัวเรามากยิ่งขึ้นและเห็นมุมมองใหม่ๆ และสิ่งที่เราทำเป็น Loop ไม่จบไม่สิ้น
สิ่งที่ทำให้รู้สึกไว้วางใจขึ้นมากคือ ตอนท้าย session แรก นักจิตวิทยาไม่ได้บอกให้มาเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมาย แต่เขานั่งอธิบายว่าจากที่คุยกันมา เขามองเห็นปัญหาหลักๆ อยู่ที่ไหน และแนะนำแผนการรักษาเบื้องต้น 3 ครั้ง ก่อนพร้อมบอกว่าแต่ละครั้งจะโฟกัสจุดไหนบ้าง
ตอนนั้นในหัวก็มีลังเล เพราะราคาต่อ session ไม่ได้ถูก(ใบเทาและใบม่วง) แต่พอนึกดูอีกที เราใช้เงินซื้อของกิน ซื้อเสื้อผ้า ซื้อทุกอย่างเพื่อตัวเองได้ แต่ไม่เคยลงทุนกับ “สุขภาพใจ” เลยสักครั้ง เลยตัดสินใจซื้อแพ็กเกจ 3 ครั้งตามที่เขาแนะนำ ดูสิ๊มันจะดีขึ้นไหม
วันนี้จบ session แล้ว
สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่ามันเวิร์กคือ เริ่ม “เข้าใจตัวเอง” มากขึ้น ได้รู้ว่าที่เราวิตกกังวลตลอดเวลามันมีรากมาจากไหน ได้เห็น pattern ความคิดที่เราทำซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว เช่น ชอบโทษตัวเองทุกครั้งที่มีอะไรผิดพลาด หรือตั้งความคาดหวังกับตัวเองสูงจนไม่มีทางทำได้ถึง
นักจิตวิทยาไม่ได้บอกว่า “คุณต้องทำแบบนี้นะ” แต่ใช้วิธีชวนให้เราค้นพบเอง ซึ่งมันต่างจากการอ่านหนังสือ self-help มากค่ะ อ่านหนังสือเราก็รู้อยู่แล้วว่า “ควรคิดบวก” แต่ทำไม่ได้จริงๆ แต่ session พวกนี้ทำให้เราเห็นว่าทำไมถึงทำไม่ได้
เรารู้สึกว่าเออบางทีการมีมุมมองมีการสะท้อนความคิดก็ทำให้เราเห็นอีกด้านนึงของเราและมีแนวทางพัฒนาจัดการได้ดีขึ้น ถ้าไม่เห็นปัญหาเราก็แก้ไม่ได้ถูกไหม?
หลายสิ่งที่เคยวนเวียนในหัวเราก็จัดการได้ดีขึ้น ไม่ฟุ้งซ่านไม่คิดไปเอง มีแนวทางมี boundaries ไม่ให้ใครมาทำร้ายเราอีก
สรุปตรงๆ
การที่เรามาลองพบ นักจิตบำบัด ที่ Happy Me Clinic เราว่าเป็นการเปิดโลกของเรามาก จากวันที่มืดมิดบางที เราก็เริ่มเห็นแสงสว่างและมีแนวทางจัดการได้ดีขึ้น
สิ่งที่อยากบอกให้ทุกคนคือ ไม่ต้องรอให้ป่วยหนักก่อนถึงจะมาหาจิตบำบัด เหมือนที่เราไปหาหมอฟันทั้งที่ฟันยังไม่ผุ เพราะการดูแลใจมันสำคัญไม่แพ้กันนะ
ผู้โพสต์เป็นบุคคลทั่วไป ไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว
ปล. ที่นี้เสียตังนะไม่ฟรี ราคาตอนเราไปมีโปรโมชั่น หนึ่งใบเทา ชอบตรงคิวเร็วสะดวกดีไม่ต้องรอ แต่ถ้าใครสะดวกรอตามโรงพยาบาลรัฐก็มีนะ สำหรับนักจิตวิทยา นักจิตบำบัดไม่ใช่แค่ที่ Happy Me Clinic
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้